ปลูกผมดีไหม ราคาเท่าไหร่ มีกี่เทคนิค รวมทุกเรื่องที่ควรรู้

เทคนิคปลูกผมในอดีตอย่าง Plug Grafting และ Minigrafting and Micrografting นั้นมีข้อจำกัดสำคัญคือ ทำให้เกิดแผลใหญ่ และผลลัพธ์ดูไม่เป็นธรรมชาติ ทำให้การปลูกผมสมัยก่อนไม่ค่อยได้รับความนิยม

แต่เมื่อเทคนิคปลูกผมสมัยใหม่อย่าง FUE และ DHI ได้ถูกพัฒนาขึ้นมา ข้อจำกัดเหล่านี้ก็ได้ถูกทำลายลง การปลูกผมจึงได้กลายมาเป็นวิธีรักษาปัญหาผมร่วง ผมบาง ศีรษะล้าน และแนวผมไม่ได้สัดส่วน ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ปลูกผมคืออะไร

การปลูกผม (Hair Transplantation) คือการย้ายเซลล์รากผมที่มีคุณสมบัติทนต่อฮอร์โมน DHT (มักเป็นเซลล์รากผมจากบริเวณท้ายทอยหรือหลังหู) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะผมร่วง มาปลูกยังบริเวณที่มีปัญหาผมร่วงหรือศีรษะล้าน ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่คงทนถาวร ทั้งยังดูเป็นธรรมชาติ เพราะเป็นการใช้เซลล์รากผมของตัวผู้รับหัตถการเอง

ด้วยเทคนิคปลูกผมสมัยใหม่ที่ทำให้เกิดแผลเล็ก การปลูกผมในปัจจุบันส่วนใหญ่จึงถือเป็นหัตถารประเภทการผ่าตัดเล็กที่ก่อให้เกิดการรุกล้ำหรือเกิดแผลกับร่างกายน้อยมาก (Minimally Invasive Surgical Procedure)

ปลูกผมดีไหม

การปลูกผมนอกจากจะช่วยแก้ปัญหาผมร่วง ผมบาง ศีรษะล้าน แนวผมไม่ได้สัดส่วน อย่างถาวรและเป็นธรรมชาติแล้ว งานวิจัยปัจจุบันยังพบคุณประโยชน์ต่อเนื่องอื่นๆ อีก เช่น

  • ช่วยให้มีสุขภาพจิตที่ดีขึ้น งานวิจัยในช่วงหลังพบว่า การปลูกผมอาจมีส่วนช่วยลดอาการวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า และความรู้สึกโดดเดี่ยว ทั้งยังมีผลเชิงบวกต่อการรับรู้คุณค่าในตนเอง (Self-Esteem) ความมั่นใจ (Self-Confidence) และภาพลักษณ์ทางกาย (Body Image) ผลลัพธ์ทางจิตวิทยาเหล่านี้ยังอาจมีบทบาทช่วยกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมดูแลสุขภาพที่ดีขึ้น เช่น ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และมีความยืดหยุ่นทางอารมณ์มากขึ้น
  • ช่วยส่งเสริมการเข้าสังคม มีงานวิจัยระบุว่า ผู้ชายที่ปลูกผมมีแนวโน้มถูกมองว่าอ่อนวัยขึ้น น่าดึงดูดมากขึ้น ประสบความสำเร็จสูงขึ้น และเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เมื่อเทียบกับก่อนปลูกผม ภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นนี้เมื่อรวมกับความเขินอายจากปัญหาผมบางหรือศีรษะล้านที่น้อยลง ก็อาจช่วยเปิดประตูโอกาสทั้งในด้านหน้าที่การงาน ความรัก และการมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่น 
  • ช่วยป้องกันมะเร็งผิวหนัง เนื่องจากเส้นผมมีส่วนช่วยปกป้องหนังศีรษะจากรังสียูวี การปลูกผมจึงมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งผิวหนังในบริเวณศีรษะ

ด้วยข้อดีที่เด่นชัดเหล่านี้ การปลูกผมจึงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นต่อเนื่องแทบทุกปี โดยในปี 2021 นั้นมีผู้รับการปลูกผมทั่วโลกอยู่ที่ประมาณ 628,604 คน คิดเป็น 2.5 เท่าเมื่อเทียบกับปี 2010 อ้างอิงจากข้อมูลสมาชิกแพทย์ของสมาคมศัลยกรรมปลูกผมนานาชาติ (International Society of Hair Restoration Surgery, ISHRS)

การปลูกผมเหมาะกับใครบ้าง

ทั่วไปแล้ว การปลูกผมนั้นเหมาะสำหรับผู้ที่เข้าเกณฑ์ดังนี้

  • ผู้ที่มีปัญหาผมร่วง ผมบาง รอยแสกกว้าง ศีรษะล้าน จากสาเหตุถาวรอย่างกรรมพันธุ์
  • ผู้ที่มีปัญหาแนวผมไม่ได้สัดส่วน หน้าผากสูง ผมเว้าลึก
  • ผู้ที่มีปัญหาผมร่วงจากการดึงรั้ง เช่น ผู้ที่ชอบมัดผมแน่นเป็นประจำ
  • ผู้ที่มีรอยแผลเป็นบนหนังศีรษะจากไฟไหม้ อุบัติเหตุ การผ่าตัด การติดเชื้อ หรือจากโรคผิวหนังบางชนิด

การปลูกผมไม่เหมาะกับใคร

ในทางกลับกัน ผู้ที่มีความผิดปกติหรือมีเงื่อนไขต่างๆ เหล่านี้ก็อาจไม่เหมาะกับการปลูกผม

  • ผู้ที่มีภาวะผมร่วงยังไม่คงที่ เพราะหากรีบปลูกผมไปก็อาจเกิดผมร่วงเพิ่มจนต้องปลูกซ้ำ ผู้ที่อยู่ในกลุ่มนี้ทางที่ดีควรได้รับการรักษาด้วยวิธีทั่วไปอย่างน้อย 6-12 เดือน เพื่อรอให้อาการนิ่งเสียก่อน
  • ผู้ที่เป็นโรคผมร่วงแบบกระจายทั่วศีรษะ โดยไม่มีรูปแบบชัดเจน (Diffuse Unpatterned Alopecia) เพราะมักกระทบผมบริเวณที่ใช้ปลูกด้วย ทำให้มีปริมาณไม่เพียงพอ หรือแม้นำมาปลูกก็อาจร่วงได้อีก
  • ผู้ที่เป็นโรคผมร่วงเป็นหย่อม (Alopecia Areata) จากการแพ้ภูมิตัวเอง เพราะมีโอกาสเกิดผมร่วงซ้ำ
  • ผู้ที่เป็นโรคสังข์ทอง (Ectodermal Dysplasia) ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมที่ทำให้ผมบางและมีปริมาณน้อยตั้งแต่แรก ทำให้มีผมที่ใช้ปลูกไม่เพียงพอ
  • ผู้ที่เป็นโรคไม่ชอบรูปร่างหน้าตาตัวเอง (Body Dysmorphic Disorder) เพราะอาจรับรู้ข้อบกพร่องมากกว่าที่เป็นจริง แม้ปลูกผมแล้วก็มีโอกาสยังไม่พอใจในผลลัพธ์ ซึ่งทางที่ดีก็ควรได้รับการประเมินทางจิตเวชก่อน
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เป็นต้น เพราะอาจมีผลกระทบต่อประสิทธิภาพและความปลอดภัยของการปลูกผม ซึ่งทางที่ดีก็ควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลเสียก่อน
  • ผู้ที่มีพฤติกรรมสุขภาพไม่เหมาะสม เช่น ผู้ที่สูบบุหรี่ ผู้ที่ติดแอลกอฮอล์ เป็นต้น เพราะพฤติกรรมสุขภาพเหล่านี้อาจมีผลรบกวนการไหลเวียนของเลือดที่ไปเลี้ยงกราฟต์ผม ทำให้ได้ผลลัพธ์ไม่ดีเท่าที่ควร

การปลูกผมมีกี่เทคนิค อะไรบ้าง

เทคนิคปลูกผมที่ Dr. PAUL Hair Clinic มีทั้งแบบต้องโกนผมและไม่ต้องโกนผม โดยประกอบไปด้วยทั้งหมด 5 เทคนิคดังนี้

เทคนิคปลูกผม FUE

การปลูกผมเทคนิค Follicular Unit Extraction (FUE) จะใช้วิธีเจาะนำเอาเซลล์รากผมออกมาทีละกราฟต์ ทำให้เกิดแผลเล็กกว่าและพักฟื้นได้ไวกว่าเมื่อเทียบกับเทคนิคเก่าๆ อย่าง FUT ที่อาศัยการตัดหนังศีรษะจากบริเวณท้ายทอยเป็นแนวยาวเพื่อนำกราฟต์ผมออกมา

ซึ่งกราฟต์ผมที่ถูกเจาะออกมาก็จะถูกแช่น้ำยาเพื่อรักษาคุณภาพไว้ จากนั้นแพทย์จะเริ่มเจาะรูและปลูกเซลล์รากผมลงไปจนครบโดยใช้ Forceps

การปลูกผมเทคนิค FUE แพทย์จะฉีดยาชา และอาจให้ยาระงับประสาทแบบอ่อนๆ ตามความเหมาะสมในขั้นตอนการเตรียม เพื่อไม่ให้รู้สึกเจ็บหรือกังวล และยังมีการฉีดน้ำเกลือที่มีส่วนผสมของยาชาและเอพิเนฟรินให้หนังศีรษะขยายตัวชั่วคราว เพื่อลดอาการเลือดออก และช่วยให้ปลูกผมได้แม่นยำยิ่งขึ้น

เทคนิคปลูกผม DHI

เทคนิคปลูกผม Direct Hair Implantation (DHI) เป็นเทคนิคที่พัฒนาต่อยอดมาจากเทคนิค FUE โดยอาศัยการเจาะนำเอาเซลล์รากผมออกมาทีละกราฟต์เหมือนกัน

แต่ต่างกันตรงที่เทคนิค DHI จะใช้เครื่องมือนำปลูกเฉพาะที่เรียกว่า DHI Implanter หรือ Choi Implanter Pen ซึ่งมีข้อดีคือสามารถเจาะและปลูกได้ในเครื่องมือเดียว ทำให้ไม่ต้องมีขั้นตอนของการเจาะเตรียมบริเวณพื้นที่ปลูก ทั้งยังช่วยให้ควบคุมทิศทาง มุม และความลึกของการปลูกผมได้แม่นยำขึ้น ด้วยข้อดีนี่เอง เทคนิคปลูกผม DHI จึงมักให้แผลเล็กกว่าเทคนิค FUE ทำให้พักฟื้นได้ไวกว่า

เทคนิคปลูกผม LEAN

เทคนิคปลูกผม LEAN เป็นเทคนิคเฉพาะที่หมอพอล Dr. PAUL Hair Clinic ได้พัฒนาต่อยอดมาจากเทคนิค DHI โดยมีการเพิ่มขั้นตอนของการตัดแต่งเนื้อเยื่อไขมันกราฟต์ผม และใช้เครื่องมือนำปลูกเฉพาะ ที่ออกแบบมาให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ปลูก ทั้งยังมีหัวเจาะขนาดเล็กมาก จึงทำให้เกิดแผลเล็กลง บวมช้ำน้อยลง พักฟื้นไวขึ้น และยังสามารถปลูกผมได้ชิดแน่นกว่าเทคนิคอื่นๆ

เทคนิคปลูกผม LEAN Non-Shaven

เทคนิคปลูกผม Non-Shaven เป็นเทคนิคเสริมที่ช่วยให้ไม่ต้องโกนผมด้านหลัง แต่จะอาศัยการตัดเล็มแบบกระจายพื้นที่แทน ทำให้ผมด้านหลังดูแล้วมีลักษณะคล้ายเดิม ส่วนผมที่นำมาปลูกจะมีลักษณะเป็นกราฟต์สั้นๆ ซึ่งที่ Dr. PAUL Hair Clinic ก็จะใช้เทคนิค Non-Shaven เสริมกับเทคนิค LEAN เรียกรวมกันว่า LEAN Non-Shaven ทำให้มีข้อดีทั้งเกิดแผลเล็ก บวมช้ำน้อย พักฟื้นไว ปลูกผมได้ชิดแน่น และไม่ต้องโกนผมด้านหลัง

เทคนิคปลูกผม LEAN Long Hair

เทคนิคปลูกผม Long Hair เป็นเทคนิคเสริมที่ช่วยให้ไม่ต้องโกนผมด้านหลังเช่นกัน แต่จะอาศัยการเจาะเก็บกราฟต์ผมที่ความยาวตามเดิม โดยอาจตัดแต่งให้มีความยาวใกล้เคียงกับบริเวณที่ปลูก ซึ่งที่ Dr. PAUL Hair Clinic ก็จะใช้เทคนิค Long Hair เสริมกับเทคนิค LEAN เรียกรวมกันว่า LEAN Long Hair ทำให้มีข้อดีทั้งเกิดแผลเล็ก บวมช้ำน้อย พักฟื้นไว ปลูกผมได้ชิดแน่น ไม่ต้องโกนผมด้านหลัง และหลังปลูกเห็นผมยาวทันที ทำให้ดูแทบไม่รู้ว่าปลูกผมมา

การปลูกผมราคาเท่าไหร่

การปลูกผมที่ Dr. PAUL Hair Clinic มีรายละเอียดราคาดังนี้

ปลูกผม 1,000 กราฟต์ราคาเท่าไหร่

การปลูกผม 1,000 กราฟต์มีราคาเริ่มต้นอยู่ในช่วง 89,000-300,000 บาท (คิดเป็น 89-300 บาทต่อกราฟต์) เมื่อคิดราคาแบบต่อกราฟต์ ขึ้นกับเทคนิคปลูกผมที่ใช้ แต่หากใช้โปรโมชั่นปลูกผมแบบเหมากราฟต์ ก็จะมีราคาที่ถูกกว่าและคุ้มค่ากว่า โดยมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่เพียง 85,000-280,000 บาท ตามเทคนิคที่ใช้ ไม่ว่าจะปลูกกี่กราฟต์ก็ตาม

ปลูกผม 2,000 กราฟต์ราคาเท่าไหร่

การปลูกผม 2,000 กราฟต์มีราคาเริ่มต้นอยู่ในช่วง 178,000-600,000 บาท (คิดเป็น 89-300 บาทต่อกราฟต์) เมื่อคิดราคาแบบต่อกราฟต์ ขึ้นกับเทคนิคปลูกผมที่ใช้ แต่หากใช้โปรโมชั่นปลูกผมแบบเหมากราฟต์ ก็จะมีราคาที่ถูกกว่าและคุ้มค่ากว่า โดยมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่เพียง 85,000-280,000 บาท ตามเทคนิคที่ใช้ ไม่ว่าจะปลูกกี่กราฟต์ก็ตาม

ปลูกผม 3,000 กราฟต์ราคาเท่าไหร่

การปลูกผม 3,000 กราฟต์มีราคาเริ่มต้นอยู่ในช่วง 267,000-900,000 บาท (คิดเป็น 89-300 บาทต่อกราฟต์) เมื่อคิดราคาแบบต่อกราฟต์ ขึ้นกับเทคนิคปลูกผมที่ใช้ แต่หากใช้โปรโมชั่นปลูกผมแบบเหมากราฟต์ ก็จะมีราคาที่ถูกกว่าและคุ้มค่ากว่า โดยมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่เพียง 85,000-280,000 บาท ตามเทคนิคที่ใช้ ไม่ว่าจะปลูกกี่กราฟต์ก็ตาม

โปรโมชั่นปลูกผมเหมากราฟต์

Dr. PAUL Hair Clinic มีทั้งตัวเลือกการคิดราคาแบบต่อกราฟต์และแบบโปรโมชั่นปลูกผมเหมากราฟต์ เพื่อความคุ้มค่าและสบายใจสูงสุด ซึ่งในกรณีส่วนใหญ่ โปรโมชั่นเหมากราฟต์จะนับว่าคุ้มค่ากว่า (นอกจากราคาที่คุ้มค่าแล้ว โปรโมชั่นเหมากราฟต์ก็ยังมาพร้อมของแถมต่างๆ อีกมากมาย)

*ราคาและโปรโมชั่นอาจมีการเปลี่ยนแปลง กรุณาตรวจสอบกับทาง Official Channel ต่างๆ หรือทางสาขาอีกครั้ง

ขั้นตอนการปลูกผม

ขั้นตอนการปลูกผมจะต่างกันไปบ้างสำหรับแต่ละเทคนิค แต่หลักๆ แล้วมีรายละเอียดดังนี้

  1. ปรึกษาและวางแผน เริ่มที่แพทย์ให้คำปรึกษา ประเมินเส้นผมและหนังศีรษะอย่างละเอียด ประเมินความเหมาะสมของการปลูกผม กำหนดเป้าหมายการรักษา ตลอดจนประเมินจำนวนกราฟต์ผมที่ใช้และออกแบบแนวผม
  2. เตรียมก่อนปลูกผม ในวันปลูกผม แพทย์จะวาดแนวผม โกนผมด้านหลัง (ยกเว้นเทคนิค Non-Shaven และ Long Hair) ฉีดยาชาเฉพาะจุด และอาจพิจารณาให้ยาระงับประสาทแบบอ่อนๆ ในบางคนที่มีความกังวลสูง
  3. เจาะเก็บกราฟต์ผม แพทย์จะใช้หัวเจาะขนาดเล็กในการเจาะเก็บกราฟต์ผมทีละกราฟต์ โดยเน้นเก็บแบบกระจายพื้นที่เพื่อไม่ให้ผมด้านหลังดูบาง
  4. เตรียมกราฟต์ผม กราฟต์ผมที่ถูกเจาะออกมาจะถูกแช่น้ำยาเพื่อรักษาคุณภาพ จากนั้นก็จะถูกคัดเลือกเพื่อนำมาใช้ปลูกผม ในขั้นตอนนี้บางเทคนิคอาจมีการตัดแต่งเนื้อเยื่อไขมันกราฟต์ผมเพิ่มเติมด้วย
  5. ปลูกกราฟต์ผม กราฟต์ผมที่มีสภาพสมบูรณ์จะถูกนำมาปลูกในบริเวณที่ถูกเตรียมไว้ (หากเป็นเทคนิค FUE ก็จะต้องมีการเจาะเตรียมบริเวณที่จะปลูกผมให้เรียบร้อยก่อน) โดยใช้อุปกรณ์ที่ต่างกันตามแต่ละเทคนิค เช่น หากเป็นเทคนิค FUE จะใช้ Forceps แต่ถ้าเป็นเทคนิค DHI ก็จะใช้ DHI Implanter เป็นต้น
  6. ดูแลหลังปลูกผม เมื่อปลูกผมเรียบร้อยแล้ว แพทย์จะดูแลแผล ให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัว และจ่ายยาพร้อมอุปกรณ์จำเป็นอื่นๆ หลังจากนั้นก็จะมีการนัดติดตามผลอย่างต่อเนื่อง

หลังปลูกผม ผู้รับบริการสามารถเข้ามารับการทำแผล สระผม และเคลียร์สะเก็ดที่ Dr. PAUL Hair Clinic ได้ตามระยะเวลาที่แพทย์และเจ้าหน้าที่แนะนำ

การเตรียมตัวก่อนปลูกผม

เพื่อให้การปลูกผมได้ผลดีและปลอดภัย ผู้รับการปลูกผมก็ควรเตรียมตัวดังนี้

  • งดยาต้านการแข็งตัวของเลือด 72-96 ชั่วโมงก่อนปลูกผม โดยต้องผ่านการปรึกษาและได้รับอนุญาตจากแพทย์เจ้าของไข้ก่อน
  • งดยาต้านอักเสบ 1 สัปดาห์ก่อนปลูกผม เช่น แอสไพริน ไอบูโพรเฟน ไดโคลฟีแนค เพราะอาจทำให้เลือดแข็งตัวช้า
  • งดอาหารเสริมที่มีผลรบกวนการแข็งตัวของเลือด 1 สัปดาห์ก่อนปลูกผม เช่น วิตามินอี น้ำมันปลา กระเทียม ขมิ้นชัน ใบแปะก๊วย โสม เป็นต้น
  • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 1 สัปดาห์ก่อนปลูกผม เช่น เหล้า เบียร์ ไวน์ เพราะอาจมีผลรบกวนการแข็งตัวของเลือด
  • งดบุหรี่ อย่างน้อย 1 สัปดาห์ก่อนปลูกผม รวมถึงเลี่ยงควันบุหรี่ที่สูบโดยผู้อื่น เพราะมีผลรบกวนการไหลเวียนของเลือด ทำให้ออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงเซลล์รากผมได้ไม่ดี
  • งดใช้ผลิตภัณฑ์จัดแต่งผม 24 ชั่วโมงก่อนปลูกผม เช่น แว็กซ์ เจล สเปรย์ฉีดผม เป็นต้น เพราะมีผลรบกวนการปลูกผม
  • งดย้อมสีผม อย่างน้อย 4 วันก่อนปลูกผม เพราะเอื้อให้เกิดการระคายเคือง และอาจทำให้มองและวิเคราะห์กราฟต์ผมได้ยากขึ้น
  • ตัดผมให้เรียบร้อย หากต้องการตัดผม ควรทำให้เรียบร้อยก่อนปลูกผม 1-2 วัน
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ช่วงวันก่อนปลูกผมควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงและพักฟื้นได้ดี
  • งดเครื่องดื่มคาเฟอีน 1-2 วันก่อนปลูกผม เช่น กาแฟ ชา เครื่องดื่มชูกำลัง เป็นต้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อความดันและฤทธิ์ของยาชา
  • รับประทานอาหารให้เรียบร้อย ควรรับประทานอาหารให้เรียบร้อยก่อนปลูกผม หากแพทย์ไม่ได้ระบุให้งด
  • สวมเสื้อเชิ้ตที่มีกระดุมหน้า ในวันปลูกผมควรสวมเสื้อเชิ้ตที่มีกระดุมหน้า เพื่อให้ง่ายต่อการถอดหรือสวมใส่โดยไม่กระทบกับศีรษะและเส้นผม

การปฏิบัติตัวหลังปลูกผม

การปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสมหลังปลูกผม จะช่วยเอื้อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี และอาจช่วยป้องกันหรือบรรเทาอาการผิดปกติต่างๆ ได้

  • รับประทานยาตามที่แพทย์จ่าย หลังปลูกผมแพทย์อาจจ่ายยาแก้ปวด ยาแก้อักเสบ ยาปฏิชีวนะ และยาปลูกผม ตามแต่กรณี ซึ่งก็ควรรับประทานตามที่แพทย์กำหนดอย่างเคร่งครัด
  • ปรับท่านอนให้เหมาะสม งดนอนคว่ำหรือนอนตะแคง ให้นอนหงายโดยใช้หมอนรองคอรูปตัว U หรือหมอนเป่าลมทรงโดนัท เพื่อป้องกันไม่ให้บริเวณที่ปลูกผมสัมผัสกับหมอนหรือพื้นผิวโดยตรง การใช้หมอนรองลักษณะนี้จะช่วยยกศีรษะให้สูงขึ้น ซึ่งมีส่วนช่วยลดอาการบวมได้ การนอนในท่านี้ควรปฏิบัติต่อเนื่องอย่างน้อย 7–10 วันแรก หรือเป็นไปตามคำแนะนำของแพทย์
  • เลี่ยงการสัมผัส ห้ามสัมผัสหรือแกะเกาบริเวณที่ปลูกผม และควรระมัดระวังไม่ให้ศีรษะสัมผัสหรือกระแทกกับสิ่งของต่างๆ เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อกราฟต์ผมและเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้
  • งดออกกำลังกาย งดออกกำลังกายและกิจกรรมที่ต้องใช้แรงเยอะเป็นเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์หลังปลูกผม เพราะอาจกระทบกราฟต์ผมที่ยังไม่ฟื้นตัวดี และอาจทำให้เสี่ยงติดเชื้อเพิ่มขึ้นจากเหงื่ออับ
  • เลี่ยงแดด อย่าให้บริเวณที่ปลูกผมสัมผัสกับแสงแดดเป็นเวลาอย่างน้อย 1 เดือน เพราะกราฟต์ผมอาจได้รับความเสียหายจากรังสียูวี
  • สระผมอย่างถูกวิธี งดสระผมในช่วง 24-48 ชั่วโมงแรกหลังปลูกผม หลังจากนั้นสามารถสระผมเบาๆ ได้ แต่ต้องทำด้วยความระมัดระวังตามแนวทางที่แพทย์สอน ทั่วไปแล้วจะให้ใช้น้ำเกลือหรือน้ำสะอาดบรรจุขวดสเปรย์ฉีดพ่นเบาๆ และอาจใช้แชมพูสูตรอ่อนๆ ห้ามใช้ฝักบัวหรือก๊อกน้ำซึ่งมีแรงดันสูง ห้ามถูหรือขยี้ผมและหนังศีรษะ ควรให้น้ำเพียงแค่ไหลผ่านบริเวณที่ปลูกผม แล้วซับเบาๆ ให้แห้งด้วยผ้าขนหนูที่นุ่มและสะอาด
  • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่น เหล้า เบียร์ ไวน์ โดยควรงดอย่างน้อยใน 1-2 สัปดาห์แรก เพราะแอลกอฮอล์ทำให้เลือดแข็งตัวแย่ลง จึงมีผลเสียต่ออาการบวม และอาจทำให้เสี่ยงมีเลือดออกมากขึ้น นอกจากนี้แล้ว แอลกอฮอล์ก็ยังอาจมีผลเสียต่อระบบภูมิคุ้มกันและการฟื้นฟูของแผลอีกด้วย
  • งดสูบบุหรี่ ควรหลีกเลี่ยงอย่างน้อยใน 2-4 สัปดาห์แรก เพราะบุหรี่มีสารที่รบกวนการไหลเวียนของเลือด ทำให้เซลล์รากผมได้รับออกซิเจนและสารอาหารน้อยลง และทำให้แผลหายช้าลง ทั้งนี้ แม้ในกรณีของบุหรี่มือสอง (ได้รับควันบุหรี่ที่สูบโดยผู้อื่น) ก็อาจก่อให้เกิดผลเสียนี้ได้ ทางที่ดีจึงควรหลีกเลี่ยงด้วยเช่นกัน
  • รับประทานอาหารให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายได้รับพลังงาน โปรตีน ธาตุเหล็ก สังกะสี วิตามินซี ไบโอติน ตลอดจนสารอาหารสำคัญอื่นๆ อย่างครบถ้วน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อการฟื้นฟูของแผลและกราฟต์ผม
  • หลีกเลี่ยงการใช้ความร้อนและสารเคมีกับเส้นผม การทำสีผม ดัดผม ยืดผม ใช้ความร้อน หรือใช้น้ำยาเคมีต่างๆ กับเส้นผม ควรรออย่างน้อย 3-6 เดือน หรือจนกว่าแพทย์จะอนุญาต เพราะความร้อนและสารเคมีที่รุนแรงอาจเป็นอันตรายต่อกราฟต์ผมที่ปลูกใหม่ได้
  • ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผม หากต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ปลูกผม เซรั่ม วิตามินบำรุงผม หรือยาปลูกผมอื่นๆ ก็ควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลก่อนเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อผลลัพธ์การปลูกผม
  • พบแพทย์ตามนัด ควรพบแพทย์ตามนัดเพื่อรับการประเมินผลลัพธ์ และรับการดูแลเพิ่มเติมตามความเหมาะสม ซึ่งที่ Dr. PAUL Hair Clinic ก็จะมีบริการทำแผล สระผม และเคลียร์สะเก็ดฟรีหลังปลูกผมตามระยะเวลาที่แพทย์ได้แจ้งไว้

ปลูกผมกี่เดือนขึ้น

ผมที่ปลูกมักเริ่มงอกในช่วง 3-4 เดือนหลังปลูกผม และจะเห็นผลลัพธ์สมบูรณ์ที่สุดภายในช่วง 12-18 เดือน โดยมีรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงเวลาดังนี้

  • 2-8 สัปดาห์ ผมที่ปลูกอาจเริ่มหลุดร่วงชั่วคราว เรียกว่า Shock Loss เป็นสิ่งปกติที่เกิดขึ้นได้หลังการปลูกผมในบางคน ซึ่งเกิดจากความเครียดทางกายจากการผ่าตัด
  • 3-4 เดือน ผมใหม่จะเริ่มงอกขึ้นมา โดยมีลักษณะเป็นเส้นเล็กๆ บางๆ ในช่วงแรก
  • 6-7 เดือน ผมใหม่จะเริ่มยาวขึ้นและแข็งแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
  • 9-12 เดือน หลายๆ คนเริ่มเห็นผลลัพธ์ชัดเจนคล้ายที่คาดหวัง ทั้งในแง่ความหนา ความแข็งแรง และความกลมกลืน
  • 12-18 เดือน ผลลัพธ์การปลูกผมจะสมบูรณ์ที่สุดภายในช่วงนี้ โดยมีความแข็งแรงและดูเป็นธรรมชาติเหมือนผมปกติ

รีวิวปลูกผมที่ Dr. PAUL Hair Clinic

ตัวอย่างรีวิวผลลัพธ์หลังปลูกผมที่ Dr. PAUL Hair Clinic

ดูรีวิวเพิ่มเติม : รีวิวปลูกผมที่ Dr. PAUL Hair Clinic

สาขา Dr. PAUL Hair Clinic

Dr. PAUL Hair Clinic มีสาขาครอบคลุม 5 จังหวัด ดังนี้

คำถามที่พบบ่อย เรื่องปลูกผม

รวมคำถามที่พบบ่อยเรื่องปลูกผม ตอบโดย Dr. PAUL Hair Clinic

ปลูกผมเจ็บไหม

ผู้รับการปลูกผมด้วยเทคนิคสมัยใหม่ ทั่วไปแล้วจะไม่รู้สึกเจ็บในระหว่างที่ทำหัตถการ เพราะเทคนิคเหล่านี้จะอาศัยการเจาะเก็บเซลล์รากผมทีละกราฟต์ ทำให้เกิดแผลเล็กมาก ทั้งยังมีการฉีดยาชาเฉพาะที่ก่อนดำเนินการเจาะเก็บกราฟต์ผมและปลูกผม

ส่วนในช่วงพักฟื้นนั้น แพทย์ก็จะจ่ายยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการปวดระบม ซึ่งอาจพบได้บ้างโดยเฉพาะในช่วง 2 วันแรกหลังปลูกผม

มีเชื้อ HIV ปลูกผมได้ไหม

ผู้ที่มีเชื้อ HIV หากได้รับการดูแลจนมีเชื้อในกระแสเลือดในระดับที่ตรวจไม่พบ (Undetectable Viral Load) และมีค่า CD4 มากกว่า 500/mm³ (บางกรณีอาจยอมรับที่มากกว่า 200/mm³) รวมถึงไม่มีข้อห้ามในประเด็นอื่นๆ ก็สามารถปลูกผมได้

ปลูกผมต้องโกนผมไหม

การปลูกผมสามารถทำได้ทั้งแบบโกนผมและไม่โกนผม ซึ่งที่ Dr. PAUL Hair Clinic ก็จะมีตัวเลือกเทคนิคแบบไม่ต้องโกนผม ได้แก่

  • เทคนิคปลูกผม LEAN Non-Shaven อาศัยการปลูกผมด้วยเทคนิค LEAN ซึ่งเป็นเทคนิคเฉพาะของหมอพอลที่ช่วยให้เกิดแผลเล็ก บวมช้ำน้อย และปลูกได้ชิดแน่นดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น แต่ทำแบบไม่ต้องโกนผมด้านหลัง โดยกราฟต์ผมที่ปลูกจะมีลักษณะสั้นๆ
  • เทคนิคปลูกผม LEAN Long Hair อาศัยข้อดีของเทคนิค LEAN ของหมอพอลที่ช่วยให้เกิดแผลเล็ก บวมช้ำน้อย และปลูกได้ชิดแน่นดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น แต่จะปลูกแบบไม่ต้องโกนผมด้านหลังและใช้ผมยาวในการปลูก ทำให้หลังปลูกเห็นผมยาวทันที คนอื่นดูแทบไม่รู้ว่าปลูกผมมา

ปลูกผมกี่วันรากติด

ทั่วไปแล้ว รากของกราฟต์ผมที่ปลูกใหม่จะยึดติดสมบูรณ์ในช่วง 6-9 วัน แต่แพทย์จะแนะนำให้เลี่ยงการดึง แกะเกา หรือกระทบกระแทกกราฟต์ผมใหม่เป็นเวลาอย่างน้อย 14 วันหลังปลูกผม เพื่อให้มั่นใจในความสมบูรณ์ของผลลัพธ์

สำหรับรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงของรากผมที่ช่วงเวลาต่างๆ ก็จะมีดังนี้

  • วันที่ 1-2 หลังปลูกผม กราฟต์ผมที่ปลูกมีความเปราะบางสูง การดึง แกะเกา หรือกระทบกระแทกมีโอกาสสูงมากที่จะทำให้สูญเสียกราฟต์ผม
  • วันที่ 3-5 หลังปลูกผม กราฟต์ผมที่ปลูกเริ่มมีเลือดมาเลี้ยงประมาณวันที่ 3 ในช่วงนี้รากผมจะเริ่มยึดติดแน่นขึ้นตามลำดับ แต่ก็ยังนับว่าเปราะบางอยู่
  • วันที่ 6-9 หลังปลูกผม รากผมมักเริ่มยึดติดอย่างสมบูรณ์ในช่วงนี้สำหรับคนส่วนใหญ่

ทั้งนี้ ในช่วง 2-8 สัปดาห์หลังปลูกผม ผมที่ปลูกก็อาจมีการหลุดร่วงชั่วคราวได้ในบางคน เรียกว่าภาวะ Shock Loss ซึ่งถือเป็นสิ่งปกติที่เกิดได้จากการบาดเจ็บและความเครียดทางกาย

ปรึกษาฟรี ดูสาขาทั้งหมด