ปลูกผม FUE คืออะไร ราคาเท่าไหร่ สรุปทุกเรื่องที่ควรรู้
จากแต่ก่อนที่การปลูกผมต้องตัดหนังศีรษะจากบริเวณท้ายทอยเป็นแนวยาวเพื่อนำกราฟต์ผมออกมา ทำให้เกิดแผลค่อนข้างชัด และใช้เวลาพักฟื้นนาน แต่เมื่อเทคนิคปลูกผม FUE ได้ถูกพัฒนาขึ้นมา ข้อจำกัดดังกล่าวนี้ก็ได้รับการแก้ไขจนดีขึ้นมาก
ปลูกผม FUE คืออะไร
เทคนิคปลูกผม FUE (ย่อมาจาก Follicular Unit Extraction) คือเทคนิคปลูกผมที่อาศัยการเจาะนำเอาเซลล์รากผมออกมาทีละกราฟต์ ทำให้เกิดแผลเล็กกว่าและพักฟื้นได้ไวกว่าเมื่อเทียบกับเทคนิคเก่าๆ อย่าง FUT (ย่อมาจาก Follicular Unit Transplantation) ที่อาศัยการตัดหนังศีรษะจากบริเวณท้ายทอยเป็นแนวยาวเพื่อนำกราฟต์ผมออกมา
ซึ่งกราฟต์ผมที่ถูกเจาะออกมาก็จะถูกแช่น้ำยาเพื่อรักษาคุณภาพไว้ จากนั้นแพทย์จะเริ่มเจาะรูและปลูกเซลล์รากผมลงไปจนครบโดยใช้คีมปลูกผม (Forceps)
การปลูกผมเทคนิค FUE แพทย์จะฉีดยาชา และอาจให้ยาระงับประสาทแบบอ่อนๆ ตามความเหมาะสมของแต่ละคนในขั้นตอนการเตรียม เพื่อไม่ให้รู้สึกเจ็บหรือกังวล และยังมีการฉีดน้ำเกลือที่มีส่วนผสมของยาชาและเอพิเนฟรินให้หนังศีรษะขยายตัวชั่วคราว เพื่อลดอาการเลือดออก และช่วยให้ปลูกผมได้แม่นยำยิ่งขึ้น
ปลูกผม FUE ราคาเท่าไหร่
เทคนิคปลูกผม FUE ที่ Dr. PAUL Hair Clinic มีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 89 บาทต่อกราฟต์ ซึ่งหากคำนวณที่ตัวอย่างปริมาณกราฟต์ต่างๆ ก็จะมีราคาเริ่มต้นดังนี้
- กรณีปลูกผม 1,000 กราฟต์ คิดเป็นราคา 89,000 บาท
- กรณีปลูกผม 2,000 กราฟต์ คิดเป็นราคา 178,000 บาท
- กรณีปลูกผม 3,000 กราฟต์ คิดเป็นราคา 267,000 บาท
- กรณีใช้โปรโมชั่นปลูกผมเหมากราฟต์ จะมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 85,000 บาท ไม่ว่าจะปลูกกี่กราฟต์ก็ตาม
ซึ่งที่ Dr. PAUL Hair Clinic ก็จะมีการคิดราคาทั้งแบบต่อกราฟต์และแบบโปรโมชั่นปลูกผมเหมากราฟต์ แต่ในกรณีส่วนใหญ่ โปรโมชั่นปลูกผมเหมากราฟต์จะนับว่าคุ้มค่ากว่า โดยมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่เพียง 85,000 บาท สำหรับเทคนิคปลูกผม FUE
(นอกจากราคาที่คุ้มค่าแล้ว โปรโมชั่นเหมากราฟต์ก็ยังมาพร้อมของแถมต่างๆ อีกมากมาย และยังสามารถเลือกผ่อนจ่ายได้ เพียงใช้บัตรเครดิตที่ร่วมโปรโมชั่น)
ขั้นตอนการปลูกผม FUE
เทคนิคปลูกผม FUE มีขั้นตอนคร่าวๆ ดังนี้
- ปรึกษาแพทย์ ปรึกษาปัญหาและรับการประเมินความพร้อมของเส้นผมที่ใช้ปลูกว่ามีความแข็งแรงและมีปริมาณเพียงพอหรือไม่
- เตรียมตัวก่อนปลูก ในวันปลูกผม ผู้ช่วยแพทย์จะทำการสระผมให้สะอาด จากนั้นแพทย์จะออกแบบแนวผมโดยเน้นให้ดูเป็นธรรมชาติและเข้ากับรูปหน้า
- โกนผมด้านหลัง ก่อนปลูกผมเทคนิค FUE จะต้องโกนผมด้านหลัง จากนั้นแพทย์จะฉีดยาชาที่ผสมน้ำเกลือ เพื่อให้หนังศีรษะมีความนิ่มและสามารถเก็บกราฟต์ผมได้ง่าย
- เก็บกราฟต์ผม แพทย์จะเริ่มเจาะเก็บเซลล์รากผมทีละกราฟต์แบบกระจายทั่วบริเวณ เพื่อไม่ให้ผมด้านหลังดูบาง โดยจะเก็บให้ครบจำนวนตามที่ได้ประเมินไว้
- แช่กราฟต์ผมในน้ำยา กราฟต์ผมที่ถูกเจาะเก็บออกมาจะถูกนำมาแช่น้ำยาเพื่อรักษาคุณภาพไว้
- เตรียมพื้นที่ปลูกผม จากนั้นแพทย์จะเริ่มฉีดยาชาและใช้หัวเจาะขนาดเล็กพิเศษในการเจาะนำร่องเพื่อเตรียมใส่รากผมใหม่
- ปลูกผม หลังเจาะเตรียมพื้นที่ปลูกแล้ว แพทย์จะใช้คีมปลูกผมคีบรากผมลงไปปลูกยังบริเวณที่กำหนดจนครบทั่วบริเวณ
ข้อปฏิบัติหลังปลูกผม FUE
หลังปลูกผมเทคนิค FUE จะมีข้อปฏิบัติในการดูแลกราฟต์ผมดังนี้
- รับประทานยาตามที่แพทย์จ่าย เพื่อช่วยบรรเทาและป้องกันผลข้างเคียงต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่แพทย์มักจะจ่ายยาแก้ปวด ยาแก้อักเสบ ยาปฏิชีวนะ และยาปลูกผม ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในแต่ละกรณี
- งดการสัมผัส หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือแกะเกาบริเวณที่ปลูกผม และระวังไม่ให้ศีรษะกระแทกหรือโดนสิ่งต่างๆ เพราะอาจทำให้กราฟต์ผมเสียหาย
- ปรับท่านอนให้เหมาะสม ควรนอนหงายโดยใช้หมอนรองคอรูปตัว U หรือหมอนเป่าลมทรงโดนัท เพื่อป้องกันไม่ให้ผมที่ปลูกสัมผัสกับหมอนหรือพื้นผิวโดยตรง หมอนรองเหล่านี้ยังช่วยยกศีรษะให้สูงขึ้น จึงช่วยลดอาการบวมได้ หลังปลูกผมควรรักษาท่านอนนี้ต่อเนื่องอย่างน้อยในช่วง 7–10 วันแรก หรือจนกว่าแพทย์จะแนะนำให้เปลี่ยน
- สระผมให้ถูกวิธี งดสระผมในช่วง 24–48 ชั่วโมงแรกหลังปลูกผม จากนั้นสามารถสระเบาๆ ได้ตามแนวทางที่แพทย์สอน โดยให้ใช้น้ำเกลือหรือน้ำสะอาดในขวดสเปรย์ฉีดพ่นเบาๆ และใช้แชมพูสูตรอ่อน ห้ามใช้ฝักบัวหรือก๊อกน้ำแรงดันสูง และห้ามถูหรือขยี้บริเวณที่ปลูกผม ให้น้ำเพียงแค่ไหลผ่านเบาๆ แล้วซับให้แห้งด้วยผ้าขนหนูนุ่มสะอาด
- งดออกกำลังกาย งดออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมที่ใช้แรงเยอะอย่างน้อย 2 สัปดาห์หลังปลูกผม เพราะอาจกระทบต่อกราฟต์ผมที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อจากเหงื่ออับ
- เลี่ยงโดนแดด เลี่ยงไม่ให้บริเวณกราฟต์ผมสัมผัสกับแสงแดดเป็นเวลาอย่างน้อย 1 เดือน เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายจากรังสียูวี
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ควรงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่น เหล้า เบียร์ หรือไวน์ อย่างน้อยในช่วง 1–2 สัปดาห์หลังปลูกผม เพราะอาจทำให้เลือดแข็งตัวช้า เพิ่มอาการบวม เสี่ยงเลือดออกมากขึ้น และแผลฟื้นตัวช้าลง
- งดบุหรี่ ควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่อย่างน้อย 2–4 สัปดาห์หลังปลูกผม เพราะสารในบุหรี่มีผลรบกวนการไหลเวียนของเลือด ทำให้กราฟต์ผมได้รับออกซิเจนและสารอาหารลดลง ส่งผลให้แผลหายช้าลง นอกจากนี้ก็ควรหลีกเลี่ยงควันบุหรี่มือสองด้วย (ควันบุหรี่ที่เกิดจากผู้อื่นสูบ) เนื่องจากก่อให้เกิดผลเสียเช่นเดียวกัน
- รับประทานอาหารให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายได้รับพลังงาน โปรตีน ธาตุเหล็ก สังกะสี วิตามินซี ไบโอติน และสารอาหารสำคัญอื่นๆ อย่างครบถ้วน ซึ่งมีความจำเป็นต่อการฟื้นตัวของแผลและกราฟต์ผม
- หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีและความร้อนกับเส้นผม ควรงดการทำสี ดัด ยืด หรือลงน้ำยาเคมีกับเส้นผมอย่างน้อย 3–6 เดือนหลังปลูกผม หรือจนกว่าแพทย์จะอนุญาต เพราะความร้อนและสารเคมีอาจทำลายกราฟต์ผมที่ยังไม่ฟื้นตัวดี
- ปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับเส้นผม หากต้องการใช้เซรั่ม วิตามิน หรือยาปลูกผม ก็ควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลก่อนเสมอ เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
- เข้าพบแพทย์ตามนัด ควรกลับมาพบแพทย์ตามนัดเพื่อรับการประเมินและดูแลอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง Dr. PAUL Hair Clinic ก็ยังมีบริการทำแผล สระผม และเคลียร์สะเก็ดฟรีตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด
ปลูกผม FUE กี่เดือนขึ้น
ผมที่ปลูกด้วยเทคนิค FUE มักเริ่มงอกในช่วง 3-4 เดือน และจะเห็นผลลัพธ์สูงสุดได้ในช่วง 12-18 เดือน โดยมีรายละเอียดกรอบเวลาดังนี้
- 2-8 สัปดาห์หลังปลูกผม ในบางคนผมที่ปลูกอาจหลุดร่วงชั่วคราวในช่วงนี้ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เป็นปกติหลังผ่าตัด เรียกว่าภาวะ Shock Loss เป็นการตอบสนองของร่างกายต่ออาการบาดเจ็บหรือการอักเสบ
- 3-4 เดือนหลังปลูกผม ผมที่ปลูกจะเริ่มงอกใหม่ในช่วงนี้ โดยมีลักษณะบางๆ คล้ายไรผม
- 6-7 เดือนหลังปลูกผม ผมที่งอกใหม่เริ่มยาวและแข็งแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
- 9-12 เดือนหลังปลูกผม หลายคนเริ่มเห็นผลลัพธ์ชัดเจนคล้ายที่คาดหวัง ไม่ว่าจะเป็นในแง่ความหนาหรือความแข็งแรง
- 12-18 เดือนหลังปลูกผม เริ่มเห็นผลลัพธ์สมบูรณ์ที่สุดในช่วงนี้ เส้นผมที่ปลูกจะมีความแข็งแรงและดูเป็นธรรมชาติเหมือนเส้นผมปกติ
ปลูกผม FUE ที่ไหนดี
การเลือกคลินิกสำหรับการปลูกผมเทคนิค FUE หรือเทคนิคอื่นๆ ควรพิจารณาให้ครอบคลุมปัจจัยสำคัญต่างๆ ดังนี้
- ความเชี่ยวชาญของแพทย์ แพทย์ผู้ปลูกผมต้องผ่านการฝึกและมีประสบการณ์ด้านการปลูกผมโดยตรง โดยสามารถพิจารณาได้จากประวัติและผลงาน
- ความชำนาญของทีมปลูก เนื่องจากการปลูกผมเป็นหัตถการที่ต้องดำเนินการเป็นทีม จึงต้องอาศัยความชำนาญของทีมปลูกเช่นเดียวกันกับแพทย์
- เทคโนโลยีการปลูกผมที่ทันสมัย เทคโนโลยีและวิทยาการสมัยใหม่อาจมีส่วนช่วยลดความผิดพลาดและช่วยให้เกิดผลลัพธ์ที่คงที่ขึ้น แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้การดำเนินการโดยแพทย์และบุคลากรในทีมปลูกที่มีความเชี่ยวชาญ
- มาตรฐานสุขอนามัยและสถานที่ คลินิกต้องได้รับอนุญาตตามกฎหมาย และต้องมีมาตรฐานด้านสุขอนามัยที่ดี เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนมีผลต่อความปลอดภัยของการปลูกผมทั้งสิ้น
- รีวิวผลลัพธ์หลังปลูกผม หนึ่งในหลักฐานสำคัญที่บ่งบอกถึงฝีมือของแพทย์และทีมปลูกได้เป็นอย่างดีก็คือรีวิวผลลัพธ์การปลูกผม ทั้งในรูปแบบภาพถ่ายและวิดีโอ
ซึ่งที่ Dr. PAUL Hair Clinic นอกจากเราจะมีสิ่งต่างๆ เหล่านี้ที่ครบถ้วนแล้ว เราก็ยังมีจุดเด่นสำคัญตรงที่มีหลักการออกแบบเฉพาะตัวที่ช่วยให้ผลลัพธ์เป็นธรรมชาติ มีประสบการณ์รับแก้เคสปลูกผมจากที่อื่นมากมาย ทั้งยังเป็นคลินิกปลูกผมระดับ Top 5 ในไทยที่มีสาขาครอบคลุม 5 จังหวัด
บทสรุป
การปลูกผม FUE คือเทคนิคปลูกผมที่อาศัยการเจาะนำเอาเซลล์รากผมออกมาทีละกราฟต์ ทำให้เกิดแผลเล็กและพักฟื้นได้ไวกว่าเมื่อเทียบกับเทคนิคเก่าๆ อย่างเทคนิค FUT ซึ่งด้วยจุดเด่นสำคัญนี่เอง เทคนิคปลูกผม FUE จึงเป็นเทคนิคที่ได้รับความนิยมสูง ทั้งยังเป็นรากฐานที่สำคัญของเทคนิคปลูกผมใหม่ๆ อย่างเช่น DHI, LEAN, Long Hair เป็นต้น
ในส่วนของราคา การปลูกผมเทคนิค FUE ที่ Dr. PAUL Hair Clinic จะมีราคาโปรโมชั่นเหมากราฟต์เริ่มต้นอยู่ที่เพียง 85,000 บาทเท่านั้น
ถาม-ตอบเรื่องปลูกผม FUE
รวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการปลูกผมเทคนิค FUE ตอบโดย Dr. PAUL Hair Clinic
ปลูกผม FUT กับ FUE ต่างกันอย่างไร
เทคนิคปลูกผม FUT เป็นเทคนิคที่มีมาก่อน โดยจะอาศัยการตัดหนังศีรษะจากบริเวณท้ายทอยเป็นแนวยาวเพื่อนำกราฟต์ผมออกมา ส่วนเทคนิค FUE นั้นจะอาศัยการเจาะเก็บเซลล์รากผมทีละกราฟต์ ซึ่งเมื่อเทียบกันแล้วก็จะมีความต่างหลักๆ ดังนี้
| ความต่าง | เทคนิคปลูกผม FUT | เทคนิคปลูกผม FUE |
|---|---|---|
| การเจาะเก็บกราฟต์ผม | อาศัยการตัดหนังศีรษะจากบริเวณท้ายทอยเป็นแนวยาวเพื่อนำกราฟต์ผมออกมา | อาศัยการเจาะเก็บเซลล์รากผมบริเวณท้ายทอยทีละกราฟต์ |
| ขนาดแผล | แผลขนาดใหญ่กว่า | แผลขนาดเล็กกว่ามาก |
| ความเจ็บ | เจ็บมากกว่า | เจ็บน้อยกว่า |
| การพักฟื้น | พักฟื้นช้ากว่า | พักฟื้นไวกว่า (ส่วนใหญ่พักฟื้นเพียง 2-3 วันเท่านั้น) |
| ความนิยม | ได้รับความนิยมน้อยกว่า | ได้รับความนิยมมากกว่า |
| ราคา | ราคามักถูกกว่า | ราคามักสูงกว่า |
| ข้อดี | มักใช้เวลาปลูกน้อยกว่า ทำให้อาจเหมาะกับเคสที่ต้องใช้จำนวนกราฟต์สูงๆ มักมีราคาถูกกว่า เมื่อเทียบกับเทคนิค FUE | แผลเล็กมาก หลังพักฟื้นแทบจะไม่เห็นรอยแผลด้านหลังศีรษะแม้ไว้ผมทรงสั้น เจ็บน้อยกว่า พักฟื้นไวกว่า เมื่อเทียบกับเทคนิค FUT |
| ข้อเสีย | แผลใหญ่กว่า พักฟื้นนานกว่า เมื่อเทียบกับเทคนิค FUE หลังพักฟื้นอาจเห็นรอยแผลเป็นด้านหลังศีรษะหากตัดผมทรงที่สั้นมากๆ เช่น สกินเฮดเบอร์ต่ำๆ | ใช้เวลาปลูกนานกว่า มักมีราคาสูงกว่า เมื่อเทียบกับเทคนิค FUT |
ด้วยจุดเด่นของเทคนิคปลูกผม FUE ที่ทำให้เกิดแผลเล็ก เจ็บน้อย พักฟื้นไว ปัจจุบันจึงได้รับความนิยมมากกว่าเทคนิค FUT ซึ่งเทคนิคปลูกผมใหม่ๆ อย่างเช่น DHI, LEAN, Non-Shaven และ Long Hair ก็ล้วนแล้วแต่พัฒนาต่อยอดโดยอิงอยู่บนหลักการเจาะเก็บกราฟต์ผมทีละกราฟต์เหมือนเทคนิค FUE ทั้งสิ้น
ปลูกผม DHI กับ FUE ต่างกันอย่างไร
เทคนิคปลูกผม DHI (ย่อมาจาก Direct Hair Implantation) เป็นเทคนิคที่พัฒนาต่อยอดมาจากเทคนิค FUE อีกที โดยมีจุดต่างสำคัญอยู่ที่การใช้เครื่องมือนำปลูกเฉพาะที่สามารถทั้งเจาะและปลูกได้ในเครื่องมือเดียว ทำให้ไม่ต้องเจาะเตรียมพื้นที่ปลูกเหมือนเทคนิค FUE ทั้งยังช่วยให้ควบคุมทิศทาง มุม และความลึกของการปลูกได้แม่นยำขึ้น
| ความต่าง | เทคนิคปลูกผม DHI | เทคนิคปลูกผม FUE |
|---|---|---|
| การเจาะเตรียมพื้นที่ปลูก | ไม่ต้องเจาะเตรียมพื้นที่ปลูก | ต้องเจาะเตรียมพื้นที่ปลูก |
| เครื่องมือนำปลูก | ใช้ DHI Implanter (เรียกอีกชื่อว่า Choi Implanter Pen) ซึ่งสามารถทั้งเจาะและปลูกได้ในเครื่องมือเดียว และมีความแม่นยำสูง | มักใช้คีมปลูกผม (Forceps) ในการปลูก |
| ขนาดแผล | ขนาดแผลมักเล็กกว่า | แผลขนาดเล็ก |
| ความเจ็บ | มักเจ็บน้อยกว่า | เจ็บน้อย |
| การพักฟื้น | มักพักฟื้นไวกว่า | พักฟื้นไว |
| ความนิยม | ยังเป็นที่แพร่หลายน้อยกว่า แต่ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง | ได้รับความนิยมสูง |
| ราคา | ราคามักสูงกว่า | ราคามักถูกกว่า |
| ข้อดี | ไม่ต้องเจาะเตรียมพื้นที่ปลูก ใช้ปากกาเฉพาะที่ช่วยให้ควบคุมทิศทาง มุม และความลึกของการปลูกผมได้แม่นยำยิ่งขึ้น จึงมักทำให้เกิดแผลเล็กกว่า เจ็บน้อยกว่า และพักฟื้นไวกว่า เมื่อเทียบกับเทคนิค FUE เหมาะกับงานปลูกผมที่ต้องอาศัยความละเอียดสูงเป็นพิเศษ เช่น งานปลูกไรผมปรับกรอบหน้า | ราคามักถูกกว่าเทคนิค DHI และเนื่องจากเป็นการเจาะเก็บเซลล์รากผมทีละกราฟต์ จึงทำให้เกิดแผลเล็ก เจ็บน้อย และพักฟื้นไวในระดับที่น่าพึงพอใจสำหรับกรณีส่วนใหญ่ เหมาะกับผู้ที่ต้องการงานมาตรฐาน ราคาคุ้มค่า |
| ข้อเสีย | ราคามักสูงกว่าเทคนิค FUE | ต้องเจาะเตรียมพื้นที่ปลูก มีความละเอียดและแม่นยำน้อยกว่าเทคนิค DHI |
ปลูกผม FUE ไม่ขึ้นเกิดจากอะไร
ผมไม่ขึ้นหลังปลูกผมเทคนิค FUE สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น
- แพทย์และทีมปลูกขาดความเชี่ยวชาญ การปลูกผมให้ประสบผลสำเร็จต้องอาศัยความแม่นยำในขั้นตอนและรายละเอียดต่างๆ อาทิ การเจาะเก็บกราฟต์ผม การดูแลรักษาคุณภาพกราฟต์ผม การกำหนดมุมและความลึกในการปลูก เป็นต้น ซึ่งหากแพทย์และทีมปลูกขาดความชำนาญ ก็อาจส่งผลให้กราฟต์ผมไม่ขึ้นตามที่ควร
- สุขภาพของผู้ปลูกไม่เหมาะสม โรคและอาการผิดปกติบางอย่างอาจมีผลกระทบต่ออัตราการรอดชีวิตของกราฟต์ผม เช่น โรคเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ โรคแพ้ภูมิตัวเอง โรคหัวใจและหลอดเลือดบางชนิด เป็นต้น ก่อนปลูกผมจึงควรได้รับการซักประวัติและตรวจสุขภาพอย่างถี่ถ้วนเสียก่อน
- การปฏิบัติตัวหลังปลูกผมไม่เหมาะสม อัตราการรอดชีวิตของกราฟต์ผมยังขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองหลังปลูกด้วย ซึ่งตัวอย่างพฤติกรรมที่อาจส่งผลเสียก็อย่างเช่น การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การดูแลสุขอนามัยที่ไม่เหมาะสม เป็นต้น
การปลูกผมเทคนิค FUE มีผลข้างเคียงหรือไม่
ทั่วไปแล้ว เทคนิคปลูกผม FUE นั้นก่อให้เกิดผลข้างเคียงน้อยมาก เพราะเป็นเพียงการผ่าตัดเล็กและก่อให้เกิดแผลเล็กมาก ซึ่งตัวอย่างผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ก็เช่น แผลบวมช้ำ ศีรษะบวมชั่วคราวจากยาชาและสารเหลวต่างๆ สิวขึ้นชั่วคราวจากต่อมรากผมอุดตัน เป็นต้น
Dr. PAUL Hair Clinic มีเทคนิคปลูกผมอะไรอีกบ้าง
นอกจากเทคนิคปลูกผม FUE และ DHI แล้ว Dr. PAUL Hair Clinic ก็ยังมีเทคนิคปลูกผม LEAN (Dr. PAUL’s Technique) ที่พัฒนาขึ้นโดยหมอพอล โดยมีขั้นตอนของการตัดแต่งไขมันกราฟต์ผมเพิ่มขึ้นมา และใช้เครื่องมือนำปลูกเฉพาะที่เหมาะกับแต่ละพื้นที่ ทำให้เกิดแผลเล็ก บวมช้ำน้อย และพักฟื้นได้ไวกว่าเทคนิคทั่วไป ทั้งยังปลูกผมได้ชิดแน่นมากขึ้น จึงเอื้อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติสูงขึ้น
และสำหรับผู้ที่ต้องการปลูกผมแบบไม่ต้องโกน Dr. PAUL Hair Clinic ก็มีเทคนิคปลูกผม LEAN Non-Shaven (กราฟต์ผมที่ปลูกจะมีลักษณะสั้นๆ ) และ LEAN Long Hair (เทคนิคปลูกผมยาว หลังปลูกเห็นผมยาวทันที) ที่อิงอยู่บนจุดเด่นของเทคนิค LEAN ด้วยเช่นกัน
ปลูกผมไม่ต้องโกนผมได้ไหม
การปลูกผมไม่จำเป็นต้องโกนผมเสมอไป ซึ่ง Dr. PAUL Hair Clinic นั้นก็มีเทคนิคปลูกผมแบบไม่ต้องโกนอยู่ 2 เทคนิค ได้แก่
- LEAN Non-Shaven เป็นเทคนิคที่อาศัยการตัดเล็มผมที่จะนำมาปลูกแบบกระจายพื้นที่แทนการโกน โดยกราฟต์ผมที่นำมาปลูกจะมีลักษณะสั้นๆ
- LEAN Long Hair เป็นเทคนิคที่นำผมด้านหลังมาปลูกที่ความยาวตามเดิม โดยอาจมีการตัดเล็มเล็กน้อยเพื่อให้มีความยาวกลมกลืนกับพื้นที่ปลูก หลังปลูกจะเห็นผมยาวทันที คนอื่นดูแทบไม่รู้ว่าปลูกผมมา
ทั้ง 2 เทคนิคนี้จะอิงอยู่บนหลักการของเทคนิค LEAN ทำให้มีข้อดีหลักๆ เหมือนกัน ได้แก่ เกิดแผลเล็ก บวมช้ำน้อย พักฟื้นไว ปลูกผมได้ชิดแน่น และผลลัพธ์มีความเป็นธรรมชาติสูง